Speech Level Singing Technique

หลักสูตร Speech Level Singing Technique คิดค้นขึ้นโดย Seth Riggs ครูสอน ร้องเพลงชาวอเมริกัน ที่แหกกฎเกณฑ์เดิมๆ ซึ่งมักจะเน้นคำสอนที่วนเวียนอยู่ที่ “ร้องออกจากกระบัง ลม; ร้องต้องเปิดคอ; หรือแม้แต่คำสั่งทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Sing in the mask หรือ เวลาร้องต่ำๆ ต้อง Chest Voice ร้องสูงๆ ต้อง Head Voice…” และอีกหลายๆคำสั่งที่เหล่านักร้องฟังแล้วยากที่จะเข้าใจได้ สุดท้ายจบลงที่คำว่า ต้องมีพรสวรรค์ และโอกาสเท่านั้นจึงจะสำเร็จ

Seth Riggs ไม่ได้ปฏิเสธคำสอนเหล่านั้น เพียงแต่เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง แล้วสร้างพื้นฐานการใช้เสียงให้เป็นอันดับแรก เพราะเหตุผลที่ว่าคำสอนข้างต้นนั้นเป็น “ผลพลอยได้” ของเทคนิคการใช้เสียงที่ดี และเป็นการสร้าง “สำนึก” ให้เหล่านักร้องได้เข้าใจว่า “พรสวรรค์” เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอด้วยความเข้าใจถึงลำดับความสำคัญ และด้วยหลักสูตรที่ดี จึงจะสามารถสร้างพัฒนาการ ความแตกต่าง รวมทั้งเพิ่มพูนพรสวรรค์ในยุคที่ต้องอาศัยความสามารถ และทักษะทางดนตรีเพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์แบบมืออาชีพเพื่อลดปัญหาให้กับโปรดิวเซอร์ และ ผู้คิดค้นงาน ด้วยสไตล์ที่นักร้องเลือกเอง

Speech Level Singing is a revolutionary vocal training technique that maximizes your vocal abilities in any style of singing. From Opera to Rock; Jazz to Pop or R&B, over 100 Grammy award winners use it. SLS has also been practiced by Academy Award winning actors and industry leaders to perfect their vocal presence and empower them in speech.

In many cases SLS rehabilitates vocal damage, caused by poor teaching or years of abuse, that could otherwise limit or even end a career, or worse - require continual medical intervention. SLS training will both improve your voice allowing you to sing safely and with greater range.

 

อะไรคือ Speech Level Singing Technique

เรียนรู้จากเทคนิค เป็นการพัฒนาวิธีใช้เสียงโดยเน้นความเข้าใจเบื้องต้นว่า “เสียงเกิดขึ้นและทำงานได้อย่างไร” โดยยึดหลักธรรมชาติที่ว่า เสียงเกิดจากการทำงานของสายเสียง ไม่ว่าจะเป็นการร้องในโน้ตต่ำๆ แล้วขึ้นไปสูงๆในช่วงเสียงของตัวเรานั้น เกิดจากความเข้าใจ การปรับระยะการทำงานของสายเสียงอย่างถูกวิธี (Vocal Cord Adjustment) โดยเน้นหลักพัฒนา ณ บริเวณจุดเชื่อมต่อของเสียง (Bridge or Passagio or Passage Area) ช่วยให้การขยายช่วงเสียงมีความกว้างมากพอ ที่จะรองรับแนวเพลงที่หลากหลาย ตัดปัญหา ร้องเพี้ยนต่ำ หรือเพี้ยนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นฝึกให้ตำแหน่งของ กล่องเสียง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสายเสียงให้คงความนิ่งไม่มีการขยับตัว มากเกินไปในขณะที่เปล่งเสียงร้อง และนี่คือการเตรียมพร้อมให้ศิลปิน “ขั้นพื้นฐาน” เพื่อการทำงานที่ง่ายสำหรับ โปรดิวเซอร์

 

ขั้นตอนการพัฒนาข้างต้นเป็นเพียงแค่ความเข้าใจไม่สามารถเห็นผลได้ จึงจำเป็นต้อง “ฝึกผ่านการทำแบบฝึกหัดพิเศษ (Special Exercises)” เพื่อเป็นการหลอกให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับเสียง คุ้นเคยกับวิธีการนี้ และต้องทำความเข้าใจระหว่างครูผู้สอน กับศิลปินในห้องเรียน ดังนั้นแบบฝึกหัดทุกตัว ต้องฝึกผ่านการใช้ Piano จึงจะเข้าใจได้ชัดเจน จากนั้นหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งหมดจึงเป็น ของศิลปินที่ต้องกลับไปทำแบบฝึกหัดตามคำสั่งของครูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อะไรคือ Repertoire ? เรียนรู้จากบทเพลง

การฟังเพลงหลากหลายสไตล์เป็นการสั่งสมข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่ง เพราะคือความจำเป็นอันดับแรกของนักร้อง (Listening skill) ดังนั้นเพลงที่ต่างสไตล์ ที่ครูให้เป็นโจทย์กับศิลปิน จึงไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนสไตล์ของศิลปิน แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านบทเพลงที่หลากหลาย ซึ่งได้ทั้งวิธีการร้อง สัดส่วนของ คำร้อง หรือรายละเอียด คำสั้น-คำยาว คำหนัก-คำเบา ที่แตกต่างกันของแต่ละเพลง แต่ละสไตล์ ซึ่งไม่มี กฎตายตัว / ฝึกการฟัง-ฝึกร้องด้วยเสียงประสาน / การดีไซน์เสียงร้อง เพื่อสร้างเอกลักษณ์ ด้วยเสียงจริงที่เป็นธรรมชาติของศิลปินเอง และที่สำคัญเป็นการวัดผลวิธีการใช้เสียงจากการเรียนในข้อแรก

 

อะไรคือ Technique Maintenance ?

เรียนรู้ ดูแล และรักษา

ศิลปินต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนี้ในขั้นพื้นฐาน (Required) ด้วยความเข้าใจ และมีวินัยในการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้ง ดูแลสุขภาพโดยรวมด้วยการออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเสียง เช่น บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ หรือหลีกเลี่ยงความ เข้าใจผิดๆในการใช้เสียง และอื่นๆ อีกมากมายล้วนแต่เป็นสำนึกของศิลปินเองทั้งนั้น

จากนั้น....ครูต้องเป็นผู้ให้แบบฝึกหัดที่ใช้ดูแลเสียง โดยเน้นให้นักเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นของการ Warm-up ด้วยสระต่างๆ ผ่านการทำแบบฝึกหัด (Edge or Therapeutic Exercises) เพื่อรักษาสมดุลของกล้ามเนื้อสายเสียง และปริมาณของลมได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งเข้าใจวิธีรักษา และซ่อมเสียงที่ชำรุดจากการใช้งานมากเกินไป เรียกว่า กายภาพบำบัดให้สายเสียง (Vocal Therapy)

ผลจากการดูแลในขั้นตอนนี้ จะทำให้ศิลปินมีเสียงร้องที่ชัดเจน ฟังสบาย ไม่ลำบากในการร้อง เสียงต่ำๆ หรือสูงๆ ด้วยน้ำหนักที่พอดีกับแนวที่เลือก และให้ความรู้สึกทางกายภาพที่ถูกต้อง (Physical Sensation) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากเทคนิคการใช้เสียงที่ดี ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นระบบการหายใจ การใช้ กระบังลม หรือการเปิดคอ ฯลฯ ก็จะเป็นธรรมชาติ และไม่สร้างความกังวลให้กับศิลปินในขณะทำงาน และที่สำคัญ เมื่อศิลปินยืนร้องเพลงอยู่บนเวที ไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดถึงบทสอน บทเรียน เพราะมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือ....

“เอาคนดูให้อยู่”

Singers…
Become vocal athletes!
Build strong and beautiful voices by…
Practicing everyday!